แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรรักษาโรคระบบขับถ่าย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมุนไพรรักษาโรคระบบขับถ่าย แสดงบทความทั้งหมด

18 มกราคม 2554

สมุนไพรแก้อาการขัดเบา (Herb for Urinary System) อ้อยแดง (Sugar Cane) หญ้าหนวดแมว (Java tea)

อาการขัดเบาหรือปัสสาวะไม่ค่อยออก อาจมีสาเหตุมาจากหลายสาเหตุเช่น กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นนิ่ว ดื่มน้ำน้อย ต่อมลูกหมากโต เป็นต้น สาเหตุเหล่านี้จะทำให้เกิดอาการปวดปัสสาวะ อยากจะถ่ายปัสสาวะแต่การถ่ายปัสสาวะแต่ละครั้งจะมีปริมาณน้อย(กะปริบกะปรอย)และจะปวดปัสสาวะบ่อยๆ ในบางโรคจะมีอาการปัสสาวะขาวขุ่น ปัสสาวะขุ่นแดงหรือปวดท้องน้อยร่วมด้วย การใช้สมุนไพรกลุ่มขับปัสสาวะมีข้อควรระวังคือ ไม่ควรใช้กับผู้ป่วยโรคหัวใจและสตรีมีครรภ์เพราะสมุนไพรกลุ่มนี้จะมีเกลือโปรตัสเซียมหรือโซเดียมในปริมาณที่ค่อนข้างสูง

อ้อยแดง (Sugar Cane) สมุนไพรบรรเทาอาการขัดเบาโดยใช้ส่วนที่เป็นลำต้นและน้ำอ้อย สรรพคุณของอ้อยแดงสามารถแก้อาการขัดเบา ปัสสาวะพิการ แก้โรคนิ่ว แก้ไอ แก้ช้ำรั่วได้ วิธีใช้ให้เอาส่วนของลำต้นของอ้อยแดง (ทั้งสดและแห้ง) ประมาณ 1 กำมือ (สด 7 ส่วน แห้ง 3 ส่วน) มาหั่นเป็นชิ้นๆแล้วต้มเอาน้ำมาดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชา (750 ซีซี) ก่อนอาหารเช้าและเย็น

หญ้าหนวดแมว (Java Tea) สมุนไพรช่วยขับปัสสาวะอีกชนิดหนึ่ง ส่วนที่ใช้คือใบแห้ง (มีรสขม) ให้เลือกใช้ใบที่มีขนาดกลาง (ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป) มาล้างน้ำสะอาดแล้วตากในที่ร่มจนแห้ง วิธีทำให้ต้มน้ำให้เดือดประมาณ 1 ลิตร ใส่ใบหญ้าหนวดแมวแห้งประมาณ 4 กรัม แล้วปิดไฟยกหม้อลงจากเตา ปิดฝาหม้อทิ้งไว้ 15-20 นาที แล้วรินเอาเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำใสมาดื่มวันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร (1 ลิตร : 1 วัน)

การใช้หญ้าหนวดแมวเพื่อปรุงเป็นยาไม่ควรต้มนานเพราะจะทำให้มีรสขมไม่น่าดื่ม อีกทั้งปริมาณตัวยาที่ได้รับจะเข้มข้นเกินไปจะทำให้ผู้ดื่มได้รับตัวยามากกว่าปกติ อาจทำให้เกิดอาการมึนงง คลื่นไส้ ชีพจรเต้นผิดปกติ ฯลฯ การใช้สมุนไพรหญ้าหนวดแมวให้ได้ผลดีต้องใช้ส่วนที่เป็นใบขนาดกลางที่ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป หากสามารถปลูกเอาไว้ใช้เองได้จะทำให้สามารถเลือกใช้ใบที่มีขนาดพอเหมาะซึ่งจะให้ผลในการขับปัสสาวะได้เป็นอย่างดี

24 พฤศจิกายน 2553

สมุนไพรแก้อาการขัดเบา ปัสสาวะกะปริบกะปรอย (Herbs for Urinary System)

สมุนไพรที่ใช้แก้อาการปัสสาวะกะปริบกะปรอยหรืออาการขัดเบา (Herb for Urinary System) มีหลายชนิดด้วยกัน สมุนไพรกลุ่มนี้มีสรรพคุณในการขับปัสสาวะได้ดีทำให้จำนวนน้ำที่ถูกขับออกมาจากร่างกายทางปัสสาวะมีปริมาณเพิ่มขึ้น สมุนไพรกลุ่มนี้มักถูกนำมาใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการขัดเบาหรือผู้ป่วยที่เป็นนิ่วขนาดเล็กในระบบทางเดินปัสสาวะ ปริมาณน้ำปัสสาวะที่เพิ่มมากขึ้นจะทำให้ก้อนนิ่วขนาดเล็กหลุดออกมาพร้อมน้ำปัสสาวะได้ สมุนไพรในกลุ่มนี้ได้แก่ ตะไคร้ หญ้าคาและขลู่

ตะไคร้ (Lemon Grass) มักขึ้นรวมกันเป็นกอ ใบยาวเรียว ปลายแหลมสีเขียวออกเทา ตะไคร้จะมีกลิ่นหอม ส่วนที่ใช้ในการแก้โรคทางเดินปัสสาวะคือเหง้าตะไคร้และลำต้นแก่ สรรพคุณของตะไคร้คือช่วยบำรุงธาตุ เจริญอาหาร บรรเทาอาการขัดเบา ขับลมในลำไส้ ตะไคร้ยังเป็นพืชสวนครัวที่ใช้แก้กลิ่นอับหรือดับกลิ่นคาวจากเนื้อสัตว์และกลิ่นคาวปลาได้ดีมาก การใช้ตะไคร้แก้อาการปัสสาวะไม่คล่องให้ใช้ตะไคร้แก่สดมาต้มดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชา วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหารหรือจะใช้เหง้าแก่ที่อยู่ใต้ดินมาฝานเป็นแว่นบางๆแล้วคั่วไฟอ่อนๆเอาแค่พอเป็นสีเหลือง ปริมาณการใช้ให้ใช้ครั้งละ 1 หยิบมือมาชงกับน้ำร้อนจัด 1 ถ้วยโดยแช่ทิ้งไว้ 2-3 นาที พอน้ำอุ่นก็ให้รินเอาแต่ส่วนที่เป็นน้ำมาดื่มวันละ3 ครั้งก่อนอาหาร พออาการขัดเบาดีขึ้นก็ให้หยุดกิน

หญ้าคา (Cogon Grass) ความจริงแล้วหญ้าคาเป็นวัชพืชที่ไม่มีใครสนใจ หญ้าคาจะขึ้นอยู่ทั่วไปมีดอกเป็นก้านยาวสีขาวเป็นมัน ส่วนของหญ้าคาที่มีสรรพคุณในการแก้อาการขัดเบาคือรากทั้งที่เป็นรากสดและรากแห้ง สรรพคุณของรากหญ้าคาใช้แก้กระหายน้ำ แก้ร้อนในและใช้เป็นยาขับปัสสาวะโดยเอารากหญ้าคาสดหรือรากหญ้าคาแห้งมาหั่นเป็นชิ้นๆใช้ประมาณ 1 กำมือ มาต้มกับน้ำ 1 ถ้วยจนเดือดแล้วใช้ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชา วันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร

ขลู่ (Indian Marsh Fleabane) มีลักษณะใบกลมมน ปลายใบหยัก ใบอ่อนและยอดจะมีขนอ่อนอยู่ทั่วไป ขลู่จะออกดอกเป็นช่อประกอบด้วยดอกเล็กๆสีขาวอมม่วง ขลู่เป็นสมุนไพรแก้อาการขัดเบา ช่วยขับปัสสาวะได้โดยใช้ส่วนที่เป็นใบสดหรือใบแห้งมาหั่นให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใช้ประมาณ 1 กำมือมาต้มกับน้ำจนเดือดแล้วกรองเอาแต่น้ำมาดื่มครั้งละ 1 ถ้วยวันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร

การใช้สมุนไพรแก้อาการขัดเบา ช่วยขับปัสสาวะ (Herb for Urinary System) จะใช้ได้ดีกับอาการขัดเบาที่เกิดจากก้อนนิ่วขนาดเล็กที่อาการยังไม่รุนแรงมากนักแต่ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะที่มีก้อนนิ่วขนาดใหญ่จนอุดตันทางเดินปัสสาวะก็ไม่ควรใช้สมุนไพรกลุ่มขับปัสสาวะนี้ อีกประการหนึ่งสมุนไพรกลุ่มนี้ไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ หากอาการขัดเบานั้นเกิดจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เนื้อไตอักเสบหรือการติดเชื้อบางชนิดก็ไม่ควรใช้สมุนไพรกลุ่มขับปัสสาวะอีกเช่นกัน การรักษาควรรักษาที่สาเหตุโดยใช้ยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อจะเป็นการเหมาะสมกว่าและสมุนไพรกลุ่มขับปัสสาวะส่วนมากจะมีเกลือโซเดียมหรือเกลือโปตัสเซียมอยู่ในปริมาณค่อนข้างมากจึงไม่ควรใช้สมุนไพรกลุ่มนี้กับสตรีมีครรภ์และผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ

07 ตุลาคม 2553

สมุนไพรกับโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ(Herbs for Urinary System)

การใช้สมุนไพรกลุ่มขับปัสสาวะเช่น กระเจี๊ยบแดง(Roselle) ตะไคร้(Lemon Grass) หญ้าคา(Cogan Grass) หญ้าหนวดแมว(Jave Tea) ฯลฯ กับโรคในระบบทางเดินปัสสาวะนั้นต้องใช้ให้ถูกกับคุณสมบัติของสมุนไพรนั้นๆ สมุนไพรในกลุ่มขับปัสสาวะจะมีสรรพคุณคือทำให้จำนวนน้ำที่ถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะมีปริมาณเพิ่มขึ้นและการใช้สมุนไพรกลุ่มนี้มักจะนำมาใช้กับผู้ป่วยที่อาการยังไม่รุนแรงมากนัก

ผู้ป่วยโรคนิ่วในไตหรือท่อไต(Ureteric Stone) ถ้าก้อนนิ่วยังมีขนาดเล็ก(ไม่ถึงกับอุดตันทางเดินปัสสาวะ)ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด การรักษาด้วยสมุนไพรที่ช่วยขับและเพิ่มปริมาณปัสสาวะก็ทำให้ก้อนนิ่วขนาดเล็กนั้นหลุดออกมาได้และสมุนไพรอาจมีผลในการละลายก้อนนิ่วที่มีอยู่ในทางเดินปัสสาวะได้ แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะและก้อนนิ่วนั้นมีขนาดใหญ่จนอุดตันทางเดินปัสสาวะจุดใดจุดหนึ่ง กรณีนี้ไม่ควรใช้สมุนไพรกลุ่มขับปัสสาวะด้วยเหตุผลที่ว่าคุณสมบัติของสมุนไพรช่วยเพิ่มปริมาณน้ำปัสสาวะให้มากขึ้นเท่านั้นแต่เนื่องจากอาการของโรครุนแรงถึงขั้นเกิดการอุดตันทางเดินปัสสาวะแล้ว

ก้อนนิ่วขนาดใหญ่ที่อุดตันทางเดินปัสสาวะเป็นสาเหตุสำคัญของโรค การเพิ่มปริมาณน้ำปัสสาวะด้วยการใช้สมุนไพรไม่อาจทำให้น้ำปัสสาวะไหลผ่านจุดที่เกิดการอุดตันในระบบทางเดินปัสสาวะได้แต่ในทางกลับกันจะทำให้แรงดันในระบบทางเดินปัสสาวะเพิ่มขึ้นทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเพิ่มขึ้นแต่เนื่องจากทางเดินปัสสาวะเกิดการอุดตันทำให้น้ำปัสสาวะไม่สามารถไหลผ่านไปได้จึงอาจเกิดอันตรายต่อระบบทางเดินปัสสาวะได้

ส่วนอาการปัสสาวะไม่ค่อยออกหรือขัดเบาที่เกิดจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เนื้อไตอักเสบหรือการติดเชื้อกามโรคก็ไม่ควรใช้สมุนไพรกลุ่มขับปัสสาวะเช่นกันเพราะสมุนไพรกลุ่มนี้ไม่มีคุณสมบัติหรือฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรค การรักษาควรทำให้ตรงจุดคือรักษาที่สาเหตุโดยการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อโดยตรงจะเป็นวิธีการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมกว่า

การใช้สมุนไพรในกลุ่มขับปัสสาวะ(Herbs for Urinary System) มีข้อควรระวังคือ สมุนไพรกลุ่มนี้ส่วนมากจะมีโซเดียมหรือเกลือโปรตัสเซียมอยู่ในปริมาณมากจึงไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์และผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ.

09 กุมภาพันธ์ 2553

สมุนไพร (Herbs) แก้อาการท้องผูก มะขาม มะขามแขก แมงลักและมะละกอ

เมื่อเกิดอาการท้องผูก ขับถ่ายยากต้องใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานกว่าปกติ คนที่เคยมีประสบการณ์อาการท้องผูกย่อมรู้ถึงความทุกข์ทรมานจากอาการท้องผูกเป็นอย่างดี วิธีแก้อาการท้องผูกแบบเฉพาะหน้าคือหายาระบายมาช่วยให้การขับถ่ายง่ายขึ้น มีสมุนไพรหลายชนิดที่มีคุณสมบัติเป็นยาระบายเช่น มะขาม มะขามแขก แมงลักและมะละกอ

มะขาม (Tamarind) เป็นสมุนไพรที่ช่วยระบายท้องได้ดี ส่วนที่นำมาใช้คือเนื้อในฝักแก่ซึ่งมีรสเปรี้ยวและช่วยขับเสมหะพร้อมทั้งเป็นยาระบายด้วย ให้นำมะขามเปียก 10-12 ฝักมากินโดยจิ้มกับเกลือแล้วดื่มน้ำตามมากๆ หรือจะทำเป็นน้ำมะขามเข้มข้นโดยใช้มะขามเปียก 10-12 ฝักมาต้มกับน้ำสะอาด 1 แก้วจนเดือดแล้วเติมเกลือนิดหน่อยใช้ดื่มแก้อาการท้องผูกได้ดี

มะขามแขก (Indian Senna) สมุนไพรช่วยระบายท้องอีกชนิดหนึ่ง ส่วนที่ใช้คือ ใบแห้งและฝักแห้ง โดยใช้ใบมะขามแขกแห้ง 1-2 กำมือต้มกับน้ำสะอาด 1 แก้ว 5 นาที เติมเกลือเล็กน้อย กานพลู 1-2 ดอกและขิงประมาณ 1 กรัม ดื่มแก้อาการท้องผูก อีกสูตรหนึ่งคือใช้ฝักมะขามแขก 4-5 ฝักต้มกับน้ำสะอาดแล้วดื่มเป็นยาระบายได้เช่นกัน

แมงลัก (Hairy Basil) สมุนไพรแก้อาการท้องผูก ใช้ส่วนที่เป็นเมล็ดแมงลักซึ่งมีรสมันหวานเล็กน้อย คุณสมบัติของเมล็ดแมงลักคือ ทำให้อุจจาระอ่อนตัวช่วยระบายท้องได้ วิธีใช้ให้เอาเมล็ดแมงลัก 1-2 ช้อนชา แช่น้ำจนพองตัวเต็มที่ (จะได้ประมาณ 1 แก้ว) แล้วดื่มก่อนนอนให้หมดแก้ว ข้อควรระวังคือถ้าใช้เมล็ดแมงลักที่ยังพองตัวไม่เต็มที่อาจทำให้มีอาการขาดน้ำหรือลำไส้อุดตันได้

มะละกอ (Papaya) เป็นพืชสวนครัวที่รู้จักกันดี คุณสมบัติในทางสมุนไพรของมะละกอคือ ช่วยในการขับถ่าย ทำให้อุจจาระมีลักษณะอ่อนนิ่ม ส่วนที่นำมาใช้คือ ผลสุก จะมีวิตามินเอมาก (บำรุงสายตา) การกินมะละกอสุกทุกวันจะทำให้อุจจาระอ่อนนิ่มและขับถ่ายง่ายช่วยระบายและแก้อาการท้องผูกได้.

08 กุมภาพันธ์ 2553

สมุนไพร(Herbs) แก้อาการท้องผูก ขี้เหล็ก คูนและชุมเห็ดเทศ

อาการท้องผูกเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่ส่วนมากแล้วมักเกิดจากการกินอาหารที่มีกากใยน้อยเกินไป ดื่มน้ำน้อย ไม่ชอบกินผักผลไม้ มีความเครียดจากการทำงานและขาดการออกกำลังกาย การรักษาอาการท้องผูกทำได้โดยการกินอาหารจำพวกที่มีเส้นใย (Fiber) ให้มากพอ ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้วเป็นอย่างน้อย ออกกำลังกายบ้างแม้จะไม่มากแต่ขอให้ทำแบบสม่ำเสมอ สุดท้ายคือพยายามขับถ่ายให้เป็นเวลาทุกวัน หากจำเป็นต้องใช้สมุนไพรเพื่อช่วยในการขับถ่าย(เป็นยาระบาย)ก็ให้ทำความเข้าใจวิธีการใช้ให้ดีเสียก่อน

ขี้เหล็ก (Thai Copper Pod) สมุนไพรที่ใช้เป็นยาระบายรักษาอาการนอนไม่หลับใช้แก้อาการท้องผูก ส่วนที่นำมาใช้คือ ใบอ่อน ยอดอ่อน ดอกและแก่น การใช้สมุนไพรขี้เหล็กรักษาอาการท้องผูกให้ใช้ใบขี้เหล็กทั้งใบอ่อนและใบแก่ประมาณ 4-5 กำมือ ใส่น้ำพอท่วมใบขี้เหล็กต้มให้เดือดนาน 30 นาทีแล้วแยกเอากากออกไปเอาเฉพาะน้ำมาดื่มก่อนอาหาร ก่อนนอนหรือเวลาที่มีอาการท้องผูก

คูน (Golden Shower) สมุนไพรแก้อาการท้องผูกอีกชนิดหนึ่ง ส่วนที่นำมาใช้คือ เนื้อที่อยู่ข้างในฝักแก่ จะมีรสหวานเอียนเล็กน้อย ช่วยเป็นยาระบายและแก้ปวดมวนในช่องท้อง วิธีใช้ให้เอาเนื้อในฝักแก่ก้อนประมาณหัวแม่มือมาต้มกับน้ำ 1 แก้วเติมเกลือนิดหน่อยดื่มวันละครั้ง ก่อนนอนหรือดื่มก่อนอาหารเช้า

ชุมเห็ดเทศ (Candle Bush) เป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่แก้อาการท้องผูกได้ดี ส่วนที่นำมาใช้คือ ดอกสด ใบสดหรือใบแห้ง ชุมเห็ดเทศจะมีรสเบื่อเอียน การใช้แก้อาการท้องผูกให้นำดอกชุมเห็ดเทศสด 2-3 ช่อ มาต้มกินกับน้ำพริกหรือกินดอกสดๆ 1 ช่อเป็นยาระบาย หากใช้ส่วนที่เป็นใบมีวิธีทำคือเอาใบชุดเห็ดเทศสดมาล้างให้สะอาดหั่นให้เป็นฝอยแล้วตากแดดให้แห้ง ใช้ชงกับน้ำร้อนดื่มก่อนนอนหรือจะทำเป็นยาลูกกลอนก็ให้บดใบชุมเห็ดเทศที่ตากแห้งแล้วให้ละเอียดเป็นผงผสมกับน้ำผึ้งแล้วปั้นเป็นยาลูกกลอนขนาด 1 ซ.ม. ใช้กินก่อนนอนครั้งละ 3 เม็ด

สมุนไพรแก้อาการท้องผูกไม่ควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานโดยเฉพาะชุดเห็ดเทศเพราะลำไส้จะเกิดความเคยชินกับการใช้ยาสมุนไพรช่วยระบายและกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว หากใช้ไปต่อเนื่องเป็นเวลานานๆเมื่อหยุดยาสมุนไพรลำไส้จะไม่บีบตัวทำให้ไม่ถ่ายจึงต้องใช้ยาสมุนไพรเป็นประจำจนเกิดอาการติดยาสมุนไพร

02 กุมภาพันธ์ 2553

สมุนไพร (Herbs) แก้อาการท้องเสีย ฟ้าทะลายโจรและมังคุด

สมุนไพร(Herbs) แก้อาการท้องเสียมีหลายชนิด นอกจากกล้วยน้ำว้า ทับทิมและฝรั่งแล้วยังมีสมุนไพรที่ใช้แก้อาการท้องเสียได้ดีไม่แพ้กันนั่นคือ สมุนไพรฟ้าทะลายโจรและมังคุด โดยเฉพาะสมุนไพรฟ้าทะลายโจรสามารถทำเป็นยาแก้ท้องเสียได้หลายแบบทั้งเป็นยาลูกกลอน ยาดองเหล้าหรือบรรจุแคปซูล คุณสมบัติสำคัญของสมุนไพรที่ใช้รักษาอาการท้องเสียคือมีสารแทนนิน(Tannin) ที่มีฤทธิ์แก้อาการท้องเสียได้ดี

สมุนไพรฟ้าทะลายโจร (Kariyat,Creat) มีคุณสมบัติใช้เป็นยาแก้ท้องเสีย โรคอุจจาระร่วงและบิดไม่มีตัว วิธีการเตรียมสมุนไพรฟ้าทะลายโจรแบบที่ 1 คือการทำเป็นยาลูกกลอน ให้นำใบฟ้าทะลายโจร(สด) มาล้างให้สะอาด ตากแดดทิ้งไว้ให้แห้ง จากนั้นนำไปบดให้ละเอียดแล้วผสมน้ำผึ้งลงไปให้พอปั้นเป็นยาลูกกลอนขนาดเม็ดเท่าปลายนิ้วก้อย ใช้กินก่อนอาหารครั้งละ 3-4 เม็ด วันละ 4 ครั้ง(เช้า-กลางวัน-เย็น-ก่อนนอน)

การเตรียมสมุนไพรฟ้าทะลายโจรแบบที่ 2 คือการดองด้วยเหล้าขาว โดยใช้ใบฟ้าทะลายโจรที่ล้างและตากแดดจนแห้งแล้ว ใส่ขวดโหลแล้วเติมเหล้าขาวให้พอท่วมยาเล็กน้อย ทิ้งไว้จนครบ 1 อาทิตย์(ให้คนยาวันละครั้ง) แล้วกรองเอาแต่ส่วนที่เป็นน้ำมากินครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ ก่อนอาหาร ส่วนสมุนไพรฟ้าทะลายโจรแบบที่ 3 คือแบบบรรจุเป็นเม็ดแคปซูล โดยนำใบและลำต้นฟ้าทะลายโจรมาล้างและตากแดดให้แห้งแล้วบดให้ละเอียดเป็นผงจากนั้นบรรจุในแคปซูล ใช้รักษาอาการท้องเสียโดยกินครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2-3 ครั้ง

การใช้มังคุด (Mangosteen) ที่เป็นเปลือกผลแห้งเป็นสมุนไพรรักษาอาการท้องเสีย เปลือกมังคุดจะมีรสฝาด(มีสารแทนนิน)ให้นำเปลือกมังคุดตากแดดให้แห้งแล้วนำมาต้มกับน้ำปูนใสหรือฝนกับน้ำต้มสุกก็ได้ หากต้องการใช้เปลือกมังคุดบรรเทาอาการบิดคือ ปวดเบ่งและมีมูก บางทีอาจมีเลือดปนออกมากับอุจจาระด้วย ให้ใช้เปลือกมังคุดแห้งประมาณครึ่งลูกไปย่างไฟให้เกรียมแล้วฝนกับน้ำปูนใสประมาณครึ่งแก้ว ใช้ดื่มทุก 2 ชั่วโมงแก้อาการปวดบิดได้

ข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรคือ การมีฤทธิ์ลดความดันเลือดจึงไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่มีความดันต่ำ ยาสมุนไพรแก้ท้องเสียที่เป็นยาลูกกลอนหรือยาดองเหล้าไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 3 เดือนและการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรอาจเกิดอาการข้างเคียงได้(แต่น้อยมาก) เช่น อาเจียนเป็นน้ำใส ไม่สบายท้อง ปวดท้อง ปวดหัว ปวดเอว หากเกิดอาการเหล่านี้ควรหยุดใช้ยาสมุนไพรทันที.

01 กุมภาพันธ์ 2553

สมุนไพร(Herbs) แก้อาการท้องเสีย กล้วยน้ำว้า (ดิบ) ทับทิมและฝรั่ง

สมุนไพรที่ใช้แก้อาการท้องเสียจะมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ สารแทนนิน (Tannin) ที่มีฤทธิ์ฝาดสมานที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสียเช่น Escherichia Coli. สมุนไพรที่มีคุณสมบัติดังกล่าวที่จะพูดถึงในที่นี้คือ กล้วยน้ำว้า(ดิบ) ทับทิมและฝรั่ง

กล้วยน้ำว้า สมุนไพรที่รักษาอาการท้องเสีย ส่วนที่ใช้คือผลดิบ ผลกล้วยน้ำว้าดิบจะมีรสฝาด วิธีการเตรียมกล้วยน้ำว้าเพื่อใช้แก้อาการท้องเสียให้เอากล้วยน้ำว้าที่เป็นผลดิบมาหั่นเป็นชิ้นบางๆแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นบดให้เป็นผงแป้งเก็บไว้ใช้ชงดื่มแก้อาการท้องเสียโดยใช้ผงกล้วยน้ำว้า 1-2 ช้อนโต๊ะชงกับน้ำร้อนในอัตราส่วนที่เท่ากันคือ 1:1 แล้วดื่มแก้อาการท้องเสีย บางคนอาจเติมน้ำผึ้งเล็กน้อยเพื่อช่วยให้รสชาติกลมกล่อมขึ้น

ทับทิม (Pomegranate) เป็นสมุนไพรที่ช่วยรักษาอาการท้องเสียอีกชนิดหนึ่ง ส่วนของทับทิมที่นำมาใช้คือ เปลือกของผลแห้ง (ผลที่แก่จนแห้ง) จะมีรสชาติฝาดเฝื่อน วิธีการเตรียมให้ใช้เปลือกของผลทับทิมแห้งประมาณหนึ่งในสี่ผลแล้วนำมาฝนกับน้ำปูนใสหรือน้ำฝน กินแก้อาการท้องเสียครั้งละ 1-2 ช้อนแกง นอกจากนี้ทับทิมยังเป็นผลไม้ที่กินสดๆได้จะมีรสเปรี้ยวอมหวาน มีวิตามินซี เกลือแร่ต่างๆ ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันได้

ฝรั่ง (Guava) เป็นสมุนไพรอีกชนิดที่รักษาอาการท้องเสียได้ดี ส่วนที่นำมาใช้คือ ใบและผลดิบ โดยเฉพาะในผลดิบจะมีสารแทนนิน (Tannin) วิตามินซี แคลเซียม ฯลฯ วิธีการเตรียมให้ใช้ใบฝรั่งแก่ 10-15 ใบ นำไปปิ้งไฟแล้วชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการท้องเสียหรืออีกวิธีหนึ่งคือใช้ผลฝรั่งอ่อน 1 ผล ฝนกับน้ำปูนใสใช้ดื่มแก้อาการท้องเสียได้ดีเช่นกัน

หากผู้ป่วยสูญเสียน้ำออกจากร่างกายทางอุจจาระมาก ควรให้ดื่มน้ำเกลือแร่เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไป การเตรียมน้ำเกลือแร่เองทำได้โดย ต้มน้ำสะอาด 1 ลิตรให้เดือดแล้วใส่น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่นครึ่งช้อนชาแล้วต้มให้เดือดสักครู่ ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วให้ผู้ป่วยใช้ดื่มแทนน้ำจะช่วยทดแทนการสูญเสียน้ำที่ถูกขับออกไปจากร่างกายได้.

25 มกราคม 2553

วิธีใช้สมุนไพรบรรเทาอาการท้องผูก (Constipation)

ท้องผูก (Constipation) เกิดจากอุจจาระแข็งทำให้ต้องนั่งส้วมนานเพราะกว่าจะถ่ายออกมาได้ต้องใช้เวลามากกว่าปกติ อาการท้องผูกมักเกิดกับคนที่กินอาหารประเภทเนื้อสัตว์และแป้งเป็นประจำไม่ยอมกินผักและผลไม้ทำให้อาหารที่กินนั้นย่อยยาก นอกจากนี้ปัจจัยที่เกี่ยวกับเวลาที่เร่งรีบในชีวิตประจำวันทำให้ต้องขับถ่ายอุจจาระไม่เป็นเวลาและความเครียดจากการทำงานก็ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกได้เช่นกัน

อาการท้องผูกจะลดลงได้หากดื่มน้ำสะอาดให้ได้ประมาณวันละ 2 ลิตรและกินผักผลไม้ให้ได้สัดส่วนที่มากกว่าอาหารประเภทเนื้อสัตว์และแป้งเพราะผักผลไม้จะมีกากใย (Fiber) ที่ช่วยให้การขับถ่ายเป็นไปโดยปกติ การวางแผนการทำงานว่างานไหนควรจะทำก่อนทำหลังแล้วทำไปตามแผนที่วางไว้ก็จะช่วยลดความเครียดในการทำงานได้ นอกจากนี้การป้องกันอาการท้องผูกจำเป็นต้องแบ่งเวลาเพื่อการออกกำลังกายบ้างวันละครึ่งชั่วโมงก็ยังดีแต่ต้องทำเป็นประจำ การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นให้ลำไส้และระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น หากจำเป็นต้องใช้ยาระบายควรเลือกยาสมุนไพรเพราะนอกจากจะมีสรรพคุณในการบรรเทาอาการท้องผูกแล้วยาสมุนไพรจะไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงใดๆ

วิธีเลือกใช้สมุนไพรบรรเทาอาการท้องผูก (Herb for Constipation) ต้องดูที่สาเหตุหากผู้ป่วยเกิดท้องผูกเพราะกินอาหารที่มีกากใยน้อยคือกินแต่เนื้อสัตว์ควรเลือกใช้สมุนไพรที่นอกจากจะช่วยระบายท้องแล้วยังต้องช่วยเพิ่มกากใยอาหารให้แก่ร่างกายเช่น กล้วยน้ำว้า มะละกอสุก แมงลัก ฯลฯ แต่หากอาการท้องผูกเกิดจากพฤติกรรมในการกลั้นอุจจาระเป็นประจำลำไส้ใหญ่ไม่ค่อยบีบตัวที่อาจมีสาเหตุจากความเครียดของผู้ป่วยควรเลือกใช้ยาสมุนไพรที่เป็นยาระบายและช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ใหญ่เช่น ชุมเห็ดเทศ มะขามแขก เป็นต้น

สมุนไพรอีกกลุ่มหนึ่งจะมีคุณสมบัติในการทำให้ร่างกายต้องขับเอาน้ำเข้ามาสู่ระบบทางเดินอาหารมากขึ้นทำให้เกิดการระบายท้องได้ ด้วยคุณสมบัติของสมุนไพรที่มีความเป็นกรดหรือเกลือจะทำให้ระบบทางเดินอาหารมีความเปลี่ยนแปลงในค่าความเป็นกรด-ด่าง ร่างกายจึงต้องขับน้ำเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารมากขึ้น สมุนไพรประเภทนี้ได้แก่ มะขามเปียก

การใช้สมุนไพรบรรเทาอาการท้องผูกก็มีข้อควรระวังเช่นกัน แม้สมุนไพรจะไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงแต่ก็ไม่ควรใช้สมุนไพรบรรเทาอาการท้องผูกต่อเนื่องกันเกิน 1 สัปดาห์ เพราะสรรพคุณของสมุนไพรจะช่วยให้ระบายท้องได้ง่ายทำให้ระบบขับถ่ายเคยชินกับการใช้สมุนไพรเมื่อหยุดใช้ยาสมุนไพรแล้วระบบขับถ่ายจะไม่ยอมทำงานตามปกติเนื่องจากเคยชินกับการใช้ยาระบายเป็นเวลาต่อเนื่องกันนานๆ ผลก็คือทำให้ต้องกลับไปใช้ยาสมุนไพรอีกแต่ต้องเพิ่มขนาดของยาให้มากขึ้น ดังนั้นเมื่อเกิดอาการท้องผูกและจำเป็นต้องใช้ยาระบายจึงควรใช้แต่พอดี หากอาการท้องผูกดีขึ้นแล้วก็ให้หยุดใช้ยาระบายให้หันมาใช้วิธีธรรมชาติคือกินผักผลไม้ ดื่มน้ำเยอะๆ ออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่เครียดและพักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้คุณก็ไม่ต้องพบกับอาการท้องผูก (Constipation) อีกต่อไป

23 มิถุนายน 2552

สมุนไพรรักษาริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids)

ความทรมานจากการเป็นโรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids) สำหรับคนที่ไม่เคยเป็นอาจจะไม่รู้ว่าอาการริดสีดวงทวารเป็นอย่างไร ริดสีดวงทวารคือการที่เส้นเลือดดำที่อยู่บริเวณรอบๆทวารหนักเกิดการโป่งพองทำให้ขับถ่ายอุจจาระลำบากเวลาถ่ายจะมีอาการเจ็บก้นที่สำคัญคืออาการคันเป็นอย่างมากรอบๆปากทวารหนัก บางทีก็มีเลือดปนออกมาขณะถ่ายอุจจาระหรืออาจจะเป็นหลังถ่ายเสร็จก็ได้

สาเหตุสำคัญของริดสีดวงทวารเกิดจากอาการท้องผูกเรื้อรังเป็นสำคัญ คนที่มีอาการท้องผูกบ่อยๆแล้วไม่ค่อยสนใจที่จะแก้ไขหรือรักษาให้หายจากการท้องผูกทำให้ต้องเบ่งทุกครั้งเวลาถ่ายอุจจาระและเนื่องจากเป็นอาการที่เรื้อรังต้องเบ่งบ่อยๆทำให้เส้นเลือดที่อยู่รอบๆปากทวารหนักโป่งพองออกมา หากเริ่มเป็นใหม่ๆ เส้นเลือดที่โป่งพองนี้จะยุบกลับเข้าไปเองได้แต่หากปล่อยให้อาการท้องผูกเรื้อรังเส้นเลือดที่โป่งพองรอบๆทวารหนักจะไม่สามารถยุบตัวกลับคืนสู่ที่เดิมได้ทำให้กลายเป็นโรคริดสีดวงทวาร หากอาการเป็นมากขึ้น (ท้องผูก) การถ่ายอุจจาระที่แข็งจะทำให้เกิดการครูดกับเส้นเลือดที่โป่งพองจนเส้นเลือดดำรอบปากทวารหนักแตกซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการถ่ายเป็นเลือดนั่นเอง

สมุนไพรรักษาริดสีดวงทวาร (Herb for Hemorrhoids) ที่มีชื่อว่า “เพชรสังฆาต” โดยใช้ส่วนที่เป็นเถาซึ่งมีรสร้อนและขมคัน ให้นำเถาเพชรสังฆาตสดยาวประมาณ 1-2 นิ้ว สอดเข้าไปในกล้วยสุกแล้วกินติดต่อกันประมาณ 10-15 วัน จะทำให้อาการริดสีดวงทวารดีขึ้น คำเตือนคืออย่ากินเถาเพชรสังฆาตสดโดยตรงเพราะจะเกิดอาการคันปากและลำคอได้ อีกวิธีหนึ่งคือการทำเป็นแคปซูลขนาด 250 มิลลิกรัมโดยการนำเถาเพชรสังฆาตไปตากแดดให้แห้งแล้วบดละเอียดบรรจุใส่แคปซูลขนาด 250 มิลลิกรัมเก็บไว้กิน โดยกินครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 4 ครั้ง (ก่อนอาหารเช้า-กลางวัน-เย็นและก่อนนอน) โดยกินจนอาการริดสีดวงหายเป็นปกติ

สมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่รักษาริดสีดวงทวารได้คือ “อัคคีทวาร” สามารถใช้ได้ทั้งราก ใบและลำต้น โดยนำใบหรือลำต้นอัคคีทวารความยาวประมาณ 2 นิ้ว ฝนกับน้ำปูนใสให้พอข้น นำมาใช้เป็นยาเกลื่อนบริเวณหัวริดสีดวง ส่วนที่เป็นใบอัคคีทวารให้นำมาประมาณ 10-20 ใบตากแดดจนแห้งแล้วบดให้ละเอียดแล้วนำมาคลุกกับน้ำผึ้งปั้นเป็นก้อนขนาดเท่าเม็ดพุทรา ใช้กินครั้งละ 2-4 เม็ดทุกวันจะช่วยรักษาอาการริดสีดวงทวารได้ภายในหนึ่งอาทิตย์

การรักษาโรคริดสีดวงทวารโดยใช้ยาสมุนไพรที่ชื่อ “เพชรสังฆาต” หรือ “อัคคีทวาร” ยาสมุนไพรทั้งสองชนิดนี้ให้ผลในการรักษาโรคริดสีดวงทวารได้ดีก็จริง แต่นี่เป็นการรักษาที่ปลายเหตุเท่านั้น สิ่งที่ถูกต้องคือการรักษาที่ต้นเหตุนั่นคืออย่าปล่อยให้เกิดอาการท้องผูกเรื้อรังและปรับปรุงพฤติกรรมการขับถ่ายโดยถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลาและถ่ายทุกวัน ขณะถ่ายไม่ควรเบ่งแรงหรือนั่งส้วมนานเกินไป เลือกกินอาหารที่มีเส้นใยสูงเพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ด้วยตัวเอง หมั่นออกกำลังกายวันละ 30 นาทีเพื่อกระตุ้นให้ลำไส้และระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว คำแนะนำที่กล่าวมานี้เป็นการป้องกันอาการท้องผูกทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้นจะได้ปลอดภัยจากโรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids)

17 มีนาคม 2552

สมุนไพรรักษาแก้ขัดเบา-ปัสสาวะกะปริบกะปรอย กระเจี๊ยบแดง (Roselle)

สมุนไพรกระเจี๊ยบแดง (Roselle) เป็นที่รู้จักกันดีในสรรพคุณที่ช่วยขับปัสสาวะให้ออกมามากกว่าปกติ ความจริงแล้วกระเจี๊ยบแดงสามารถใช้รักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะได้อีกหลายโรคเช่น โรคนิ่วในไต นิ่วในกระเพาะปัสสาวะและกระเจี๊ยบแดงยังมีสรรพคุณในการละลายไขมันในเลือดได้อีกด้วย ความจริงแล้วสมุนไพรที่มีสรรพคุณแก้ขัดเบามีอีกหลายชนิดเช่น ขลู่ หญ้าคา ตะไคร้ หญ้าหนวดแมว ฯลฯ ซึ่งสมุนไพรเหล่านี้สามารถบรรเทาอาการขัดเบาได้เช่นเดียวกับกระเจี๊ยบแดง

อาการขัดเบาหรือปัสสาวะขัดหรือฉี่ไม่ค่อยออกจะออกก็ออกแบบกะปริบกะปรอย สร้างความทรมานให้แก่ผู้ป่วยเนื่องจากมีความรู้สึกอยากจะฉี่แต่ฉี่แล้วฉี่ไม่สุด สาเหตุของโรคเกิดจากหลายสาเหตุเช่น โรคนิ่ว โรคหนองใน ต่อมลูกหมากโต กระเพาะปัสสาวะอักเสบหรือแม้แต่การดื่มน้ำน้อยก็เป็นสาเหตุให้มีอาการขัดเบาได้เช่นกัน โรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะหลายๆโรคจะมีอาการปัสสาวะขุ่นแดง ขุ่นขาวและปวดเสียดท้องน้อยร่วมด้วย

การใช้สมุนไพรกระเจี๊ยบแดง (Roselle) เพื่อบรรเทาอาการขัดเบาให้ใช้ส่วนที่เป็นดอก ไม่จำกัดว่าจะเป็นดอกสดหรือดอกกระเจี๊ยบแห้งได้ทั้งนั้น โดยนำมาตากแดดให้แห้งแล้วบดให้ละเอียดเก็บไว้ในขวดโหล การนำไปใช้ให้ใช้ครั้งละ 1 ช้อนชาชงกับน้ำเดือด 25 ซี.ซี. ดื่มวันละ 3 ครั้งจนกว่าอาการขัดเบาจะดีขึ้น

เนื่องจากสรรพคุณของกระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์เป็นยาระบายดังนั้นการดื่มน้ำกระเจี๊ยบก็อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ แต่ประโยชน์ของสมุนไพรกระเจี๊ยบแดงในส่วนของใบกระเจี๊ยบจะมีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา ส่วนกลีบดอกและกลีบเลี้ยงของกระเจี๊ยบแดงจะช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรงเพราะมีสารแคลเซียม (Calcium) อยู่ในส่วนนี้

สรรพคุณของสมุนไพรกระเจี๊ยบแดง (Roselle) อีกอย่างคือคุณสมบัติในการละลายไขมันในเส้นเลือด แก้ร้อนใน บรรเทาอาการกระหายน้ำ แต่สรรพคุณที่รู้จักกันดีของกระเจี๊ยบแดงคือช่วยขับปัสสาวะแก้อาการขัดเบาและโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ ข้อควรระวังอย่างหนึ่งในการใช้สมุนไพรแก้ขัดเบาคือห้ามใช้ในกรณีที่ทางเดินปัสสาวะอุดตันเพราะหากทางเดินปัสสาวะอุดตันแล้วการใช้สมุนไพรเร่งขับปัสสาวะออกไปในปริมาณมากแต่ทางเดินปัสสาวะอุดตันทำให้ปัสสาวะไม่สามารถระบายออกไปทางไหนได้ผลที่ได้คืออันตรายจากแรงดันในระบบทางเดินปัสสาวะที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นต้องระวังตรงจุดนี้ในการใช้สมุนไพรกระเจี๊ยบแดงด้วย