แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อควรระวังในการใช้ยาสมุนไพร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข้อควรระวังในการใช้ยาสมุนไพร แสดงบทความทั้งหมด

07 ตุลาคม 2553

สมุนไพรกับโรคในระบบทางเดินปัสสาวะ(Herbs for Urinary System)

การใช้สมุนไพรกลุ่มขับปัสสาวะเช่น กระเจี๊ยบแดง(Roselle) ตะไคร้(Lemon Grass) หญ้าคา(Cogan Grass) หญ้าหนวดแมว(Jave Tea) ฯลฯ กับโรคในระบบทางเดินปัสสาวะนั้นต้องใช้ให้ถูกกับคุณสมบัติของสมุนไพรนั้นๆ สมุนไพรในกลุ่มขับปัสสาวะจะมีสรรพคุณคือทำให้จำนวนน้ำที่ถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะมีปริมาณเพิ่มขึ้นและการใช้สมุนไพรกลุ่มนี้มักจะนำมาใช้กับผู้ป่วยที่อาการยังไม่รุนแรงมากนัก

ผู้ป่วยโรคนิ่วในไตหรือท่อไต(Ureteric Stone) ถ้าก้อนนิ่วยังมีขนาดเล็ก(ไม่ถึงกับอุดตันทางเดินปัสสาวะ)ก็ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด การรักษาด้วยสมุนไพรที่ช่วยขับและเพิ่มปริมาณปัสสาวะก็ทำให้ก้อนนิ่วขนาดเล็กนั้นหลุดออกมาได้และสมุนไพรอาจมีผลในการละลายก้อนนิ่วที่มีอยู่ในทางเดินปัสสาวะได้ แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะและก้อนนิ่วนั้นมีขนาดใหญ่จนอุดตันทางเดินปัสสาวะจุดใดจุดหนึ่ง กรณีนี้ไม่ควรใช้สมุนไพรกลุ่มขับปัสสาวะด้วยเหตุผลที่ว่าคุณสมบัติของสมุนไพรช่วยเพิ่มปริมาณน้ำปัสสาวะให้มากขึ้นเท่านั้นแต่เนื่องจากอาการของโรครุนแรงถึงขั้นเกิดการอุดตันทางเดินปัสสาวะแล้ว

ก้อนนิ่วขนาดใหญ่ที่อุดตันทางเดินปัสสาวะเป็นสาเหตุสำคัญของโรค การเพิ่มปริมาณน้ำปัสสาวะด้วยการใช้สมุนไพรไม่อาจทำให้น้ำปัสสาวะไหลผ่านจุดที่เกิดการอุดตันในระบบทางเดินปัสสาวะได้แต่ในทางกลับกันจะทำให้แรงดันในระบบทางเดินปัสสาวะเพิ่มขึ้นทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดเพิ่มขึ้นแต่เนื่องจากทางเดินปัสสาวะเกิดการอุดตันทำให้น้ำปัสสาวะไม่สามารถไหลผ่านไปได้จึงอาจเกิดอันตรายต่อระบบทางเดินปัสสาวะได้

ส่วนอาการปัสสาวะไม่ค่อยออกหรือขัดเบาที่เกิดจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เนื้อไตอักเสบหรือการติดเชื้อกามโรคก็ไม่ควรใช้สมุนไพรกลุ่มขับปัสสาวะเช่นกันเพราะสมุนไพรกลุ่มนี้ไม่มีคุณสมบัติหรือฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรค การรักษาควรทำให้ตรงจุดคือรักษาที่สาเหตุโดยการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อโดยตรงจะเป็นวิธีการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมกว่า

การใช้สมุนไพรในกลุ่มขับปัสสาวะ(Herbs for Urinary System) มีข้อควรระวังคือ สมุนไพรกลุ่มนี้ส่วนมากจะมีโซเดียมหรือเกลือโปรตัสเซียมอยู่ในปริมาณมากจึงไม่ควรใช้กับผู้ป่วยที่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์และผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ.

22 พฤษภาคม 2552

การแพ้สมุนไพร (Allergy to Herb) เป็นอย่างไร

ยาสมุนไพร (Natural Herbs) มีประโยชน์มากมายเป็นที่รู้กันดีแต่มีอีกด้านหนึ่งของยาสมุนไพร นั่นคือการแพ้ยาสมุนไพร ซึ่งถ้าจะพูดกันจริงๆแล้ว อาการแพ้ยาสมุนไพรไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆเนื่องจากยาสมุนไพรถึงแม้จะมีสรรพคุณทางยาสามารถรักษาโรคและบรรเทาอาการของโรคได้เหมือนยาแผนปัจจุบันแต่หากจะเปรียบเทียบความแรงของตัวยาแล้วจะพบว่ายาแผนปัจจุบันจะมีตัวยาที่แรงกว่าเพราะเป็นสารเคมีสกัด โอกาสที่พบว่าผู้ป่วยแพ้ยาแผนปัจจุบันจึงเป็นไปได้มากกว่าการแพ้ยาสมุนไพรที่ตัวยาไม่แรงเท่า แต่ถึงอย่างไรเราก็ควรมีความรู้เกี่ยวกับการแพ้ยาสมุนไพรไว้บ้างว่าอาการแพ้สมุนไพรนั้นเป็นอย่างไร

อาการแพ้สมุนไพรที่แสดงออกทางผิวหนัง มักจะเป็นผื่นขึ้นหรือเป็นตุ่มเล็กๆคล้ายลมพิษ บริเวณที่เกิดอาการแพ้อาจเป็นวงสีแดงอาจมีอาการร่วมอย่างอื่นด้วยเช่นตาบวมและริมฝีปากบวม อาการแพ้ยาสมุนไพรที่แสดงออกโดยทำให้วิงเวียนศีรษะ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน อาการเหล่านี้อาจเกิดขึ้นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอาการพร้อมกันหลังจากที่ยาสมุนไพรได้เข้าสู่ร่างกายไปแล้วสักครู่หนึ่ง

การแพ้ยาสมุนไพร (Allergy to Herb) ที่แสดงอาการกับหัวใจเช่น ทำให้หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ ใจสั่นหลังจากที่ได้รับยาสมุนไพรเข้าไป อาการอื่นๆที่เป็นการแพ้ยาสมุนไพรอาจเกี่ยวกับระบบการทำงานต่างๆของร่างกายเช่น ตับ ถุงน้ำดี ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลือง หรืออาจเกิดอาการชาตามผิวหนัง ลิ้นชา หูอื้อ ตาพร่ามัว บางครั้งการแพ้ยาสมุนไพรก็แสดงอาการต่อระบบประสาททำให้การตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกไวกว่าปกติเช่น เพียงแค่ใช้มือลูบผมเบาๆก็ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกแสบบริเวณหนังศีรษะหรือใช้มือแตะเบาๆที่ผิวหนังก็รู้สึกเจ็บปวดได้เช่นกัน

แม้ว่าอาการแพ้สมุนไพรจะเกิดขึ้นได้ยากและโอกาสเกิดก็มีน้อยแต่ควรหัดสังเกตและรู้ไว้ว่าเมื่อร่างกายได้รับยาสมุนไพร (Herb) เข้าไปแล้วมีอาการตามที่กล่าวมาข้างต้นให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นการแพ้ยาสมุนไพร วิธีแก้ไขคือหยุดใช้ยาสมุนไพรตัวนั้นทันที โดยปกติหากหยุดใช้ยาสมุนไพรแล้วอาการแพ้สมุนไพรจะค่อยๆดีขึ้นและหายไปเองแต่ก็มีข้อยกเว้นหากหยุดใช้ยาสมุนไพรแล้วอาการแพ้ยังมีอยู่ให้พาผู้ป่วยมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างถูกต้อง

18 มีนาคม 2552

อาการป่วยรุนแรงที่ไม่ควรใช้ยาสมุนไพร

การใช้สมุนไพร (Herb) รักษาหรือบรรเทาอาการของโรคต่างๆ บางครั้งอาจจะได้ผลดีแต่บางครั้งอาจจะได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจนัก ทั้งนี้เกิดจากสาเหตุหลายประการเช่น การใช้สมุนไพรไม่ถูกชนิด ไม่ถูกส่วนหรือใช้สมุนไพรที่มีสรรพคุณไม่ตรงกับอาการของโรค อีกทั้งขนาดการใช้ยาสมุนไพรอาจให้ยาในปริมาณที่น้อยเกินกว่าที่จะรักษาอาการของโรคให้หายขาดได้ แต่ทั้งหมดนี้หากมีการศึกษาการใช้ยาสมุนไพรอย่างดีแล้วปัญหาเหล่านี้คงหมดไป สมุนไพรใช้รักษาโรคได้ก็จริงแต่ไม่ทั้งหมดหรือทุกอาการ มีข้อยกเว้นหรืออาการที่ไม่ควรใช้ยาสมุนไพรอาจเป็นเพราะเป็นอาการที่หนักและรุนแรงเกินกว่าจะรักษาด้วยสมุนไพรได้เป็นความรู้ที่คนใช้สมุนไพรควรรู้ไว้ อาการต่างๆที่ไม่ควรใช้ยาสมุนไพรมีดังนี้คือ

อาการที่ไข้ขึ้นสูงมาก (High grade fever) และเสียงหายใจเหมือนมีอะไรมาขวางทางเดินหายใจ ผู้ป่วยจะหน้าซีดและขาดออกซิเจน การขาดอากาศของผู้ป่วยเป็นสิ่งที่ต้องรีบปฐมพยาบาลและส่งผู้ป่วยให้ถึงมือแพทย์โดยเร็วที่สุด อาการที่มีไข้สูงตัวร้อนจัดจนเพ้ออาจเป็นอาการของไข้หวัดใหญ่ ปอดบวมหรือไข้มาลาเรียซึ่งเป็นโรคที่ไม่สามารถใช้สมุนไพรรักษาได้

อาการเจ็บหรือปวดอย่างรุนแรง อาการนี้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นกับส่วนใดๆของร่างกายเช่น ปวดศีรษะอย่างรุนแรงหรือเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรงอาจเป็นอาการของโรคพยาธิในสมองหรือโรคหัวใจ (Heart Disease) ก็ได้ ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการอาเจียนหรือไอออกมาเป็นเลือด อาการลักษณะนี้ถือว่ารุนแรงมากแล้วสาเหตุอาจเกิดจากระบบทางเดินอาหารที่เป็นแผลหรือกระเพาะอาหารทะลุ อาการปวดท้องน้อยหรือบริเวรหน้าท้องหากใช้นิ้วมือกดจะรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอาจเป็นอาการของโรคไส้ติ่งที่ต้องรีบรักษาโดยการผ่าตัดให้เร็วที่สุดเพราะหากไส้ติ่งเกิดแตกขึ้นมาอาจทำให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายร้ายแรงได้

อาการท้องเสีย (Diarrhea) ตลอดเวลาหรือถ่ายเป็นเลือดร่วมกับอาการปวดท้องอย่างรุนแรงหรือถ่ายอุจจาระสีเหมือนน้ำซาวข้าวอาจเป็นอาการของโรคบิดหรือโรคท้องร่วงอย่างแรงหากรักษาช้าอาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำออกไปมากจนผู้ป่วยช็อกได้ อาการที่มีเลือดออกมาจากช่องคลอด (ยกเว้นประจำเดือน) ถ่ายปัสสาวะเป็นเลือดหรือมีบาดแผลที่ลึกและมีเลือดไหลออกมามาก อาการที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ถือเป็นอาการที่รุนแรงและหนักมากเกินกว่าที่จะรักษาได้ด้วยสมุนไพร (Herb) วิธีที่ถูกต้องคือควรทำการปฐมพยาบาลแล้วรีบนำส่งให้ถึงมือแพทย์โดยเร็วที่สุด